ในช่วงการซื้อขายล่วงหน้าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร อารมณ์ตลาดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยดัชนีหุ้นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวลงในช่วงเช้าก่อนค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา ปัจจุบันความสนใจของนักลงทุนกำลังเปลี่ยนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มาสู่รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะผลดำเนินงานของภาคการเงินเป็นจุดสนใจหลัก ด้านหุ้นเทคโนโลยีได้รับแรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผลประกอบการเบื้องต้นของ IBM ไม่เป็นไปตามที่วอลล์สตรีทคาดการณ์
ภาคเซมิคอนดักเตอร์แสดงประสิทธิภาพที่แตกต่างกันมาก Tower Semiconductor ประกาศแผนขยายกำลังการผลิตในญี่ปุ่น เน้นด้านซิลิคอนโฟโตนิกส์และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 20% ในทางตรงกันข้าม IBM เนื่องจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอ่อนแอทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 19% ความรู้สึกในแง่ลบแพร่กระจายไปยังหุ้นซอฟต์แวร์เช่น Accenture และ ServiceNow ซึ่งปรับตัวลงในการซื้อขายล่วงหน้า ได้รับประโยชน์จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้น ภาคคริปโตเคอร์เรนซีและพลังงานมีการเคลื่อนไหวคึกคัก Clean Spark ประกาศลงนามสัญญาเช่าโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 20 ปีกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 6.6 พันล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ส่วน Freedom Energy เนื่องจากสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SLB เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบโมดูลาร์สำหรับศูนย์ข้อมูลร่วมกัน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นประมาณ 6%
ด้านผลประกอบการของธนาคาร แม้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งทำกำไรได้เกินคาด แต่ปฏิกิริยาของตลาดค่อนข้างเย็นชา แม้กำไรและรายได้ไตรมาส 2 ของ JPMorgan จะเกินมาตรฐานทั้งคู่ แต่เนื่องจากกำไรส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการลงทุนแบบครั้งเดียว นักลงทุนจึงยังสงวนท่าทีต่อคุณภาพข้อมูล ราคาหุ้นปรับตัวลงเล็กน้อย ธนาคารอเมริกาทำกำไรรายไตรมาสเติบโตอย่างมาก รายได้จากการซื้อขายที่ทำสถิติสูงสุดสนับสนุนผลประกอบการ แต่ราคาหุ้นยังคงปรับตัวลงเล็กน้อย Wells Fargo อาศัยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ดีขึ้นและกำไรที่เติบโต ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสวนเทรนด์ เมื่อภาคการเงินเปิดเผยผลประกอบการก่อน ตลาดจะจับตาดูต่อไปว่าหุ้นเทคโนโลยีจะสามารถหาแนวรับหลังจากถูกกระทบเชิงลบได้หรือไม่ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์จะกลับมาเป็นประเด็นหลักในการซื้อขายอีกครั้งหรือไม่





