ตลาดโลหะมีค่าช่วงนี้มีการซื้อขายคึกคัก โดยราคาทองคำสปอตปรับตัวขึ้นสะสมเกินร้อยละ 5 ภายใน 3 วันทำการ และทำจุดสูงสุดเป็นรอบใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 ขณะนี้ราคาทรงตัวเหนือระดับ 4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์อย่างมั่นคง พร้อมสัญญาณการไหลเข้าของเงินทุนฝั่งซื้อที่ชัดเจน
ในด้านโครงสร้างทางเทคนิค ทองคำได้หลุดพ้นจากกรอบรูปแบบแท่งสามเหลี่ยมหัวกลับลง (Descending Wedge) ที่ดำเนินมาครึ่งปีสำเร็จ พร้อมการทะลุกรอบขึ้นสู่จุดที่สำคัญ ทีมยุทธศาสตร์ตลาดคาดการณ์ว่า หากโมเมนตัมปัจจุบันยังคงอยู่ ราคาอาจแตะเป้าหมายระยะยาวที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า เมื่อคำนวณจากราคาปัจจุบัน โอกาสในการขยับขึ้นในระยะกลางถึงยาวยังอยู่ที่ประมาณร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องทะลุแนวต้านแข็งแกร่งบริเวณ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อน จึงจะเปิดทางให้ราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เพิ่มเติม หากพิจารณาจากแนวโน้มในอดีต การทะลุกรอบทางเทคนิคในรูปแบบคล้ายกันมักตามมาด้วยการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ ช่วงกลางปี 2025 ทองคำเคยพักฐานทรงตัวแนวนอนประมาณ 130 วัน ก่อนจะเลือกทิศทางทะลุกรอบขึ้นเช่นเดียวกัน และทำกำไรเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 60 ภายในระยะเวลาครึ่งปีถัดไป ซึ่งถือเป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันได้ดี
นอกเหนือจากความสอดคล้องของปัจจัยทางเทคนิคแล้ว ปัจจัยพื้นฐานก็ให้การรองรับอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยการปรับพอร์ตการจัดสรรสินทรัพย์ของธนาคารกลางรายใหญ่ทั่วโลก ถือเป็นแรงขับหลักที่ผลักดันราคาทองคำขึ้น จากข้อมูลการติดตามร่วมกันของสถาบันวิจัยโลหะมีค่าชั้นนำหลายแห่งและ World Gold Council ยอดซื้อทองคำอย่างเป็นทางการโดยธนาคารกลางทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2026 พุ่งสูงขึ้นถึง 60 ตัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณรวมเพิ่มเป็น 289 ตัน โดยหลายประเทศเร่งเพิ่มสัดส่วนถือครองอย่างชัดเจน สถาบันการเงินระหว่างประเทศบางส่วนยังปรับเพิ่มมุมมองระยะกลางพร้อมกำหนดเป้าหมายราคาไว้ที่ 5,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า ท่ามกลางแนวโน้มที่หน่วยงานสำรองเงินตราต่างประเทศยังคงนำทองคำเข้าสู่โครงสร้างสินทรัพย์หลักอย่างต่อเนื่อง ความคาดหวังด้านสภาพคล่องในตลาดและคำสั่งซื้อทองคำจริงกำลังเกิดการทำงานแบบสองทาง ส่งเสริมให้ศูนย์กลางราคาของสินทรัพย์กลุ่มนี้ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง





