ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงเคลื่อนไหวคึกคักจากการสนับสนุนของเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้จุดกระแสการลงทุนสำหรับเด็กเล็กตามมา ข้อมูลจากหลายบริษัทหลักทรัพย์ท้องถิ่นชี้ให้เห็นว่า บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับทารกอายุต่ำกว่าหนึ่งขวบมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในครึ่งปีเดียว ขณะที่บัญชีใหม่ที่เปิดให้แก่เด็กอายุต่ำกว่าเก้าขวบก็พุ่งสูงกว่าร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนเกาหลีใต้จำนวนมากเริ่มวางแผนการเงินไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชีวิตของเด็ก เพื่อสะสมความมั่งคั่งผ่านการลงทุนระยะยาวส่งต่อถึงรุ่นลูกหลาน
ขัดกับรูปแบบเดิมที่พึ่งพาการฝากประจำหรือการออมทรัพย์เป็นหลัก ผู้ปกครองรุ่นใหม่ในปัจจุบันกลับนิยมนำเงินทุนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น โดยหลายครอบครัวเลือกที่จะลงทุนแบบรายเดือนด้วยวงเงินมูลค่าหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินวอนเกาหลี) ซึ่งส่วนใหญ่จะไหลเข้ากองทุนดัชนีที่ติดตามภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ที่มีพื้นฐานความเติบโตในระยะยาว นักลงทุนส่วนใหญ่มองเห็นคุณค่าของผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้นที่ค่อยๆ สะสมตามเวลา แม้จะเริ่มลงทุนด้วยจำนวนเงินไม่มาก แต่ถ้าถือครองระยะยาวก็สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและสร้างการเติบโตให้กับความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงขึ้น เงินบางส่วนจึงไหลออกนอกประเทศเพื่อมองหาโอกาสจัดสรรพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพในเวทีโลก
นักวิเคราะห์ในวงการชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมวางแผนการเงินตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทารกกำลังค่อยๆ ปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของครัวเรือนเกาหลีใต้ใหม่อย่างเงียบๆ เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่อสังหาริมทรัพย์ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บความมั่งคั่งหลักของชาติ โดยมีสัดส่วนสินทรัพย์รูปธรรมสูงถึงประมาณร้อยละ 75 ทว่าเมื่อเครื่องมือลงทุนทางการเงินเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และความคาดหวังในเรื่องผลตอบแทนระยะยาวของตราสารทุนปรับตัวสูงขึ้น กระแสเงินทุนจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปยังตลาดหลักทรัพย์ แม้ว่าการแกว่งตัวของตลาดในระยะสั้นจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองต่อการใช้หุ้นและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ในการส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นลูกรุ่นหลานยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพอร์ตลงทุนชุดแรกเหล่านี้ค่อยๆ เข้าสู่วัยเจริญเต็มตัว รูปแบบความมั่งคั่งของประชากรเกาหลีใต้จะพัฒนาไปในทิศทางใด ก็นับเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจะใช้เป็นกระจกสะท้อนแนวโน้มการบริโภคและระบบการลงทุนภายในประเทศในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า





